การเพิ่ม Conversion Rate หรืออัตราคอนเวอร์ชัน (CRO) เปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณให้เป็นลูกค้าหรือผู้ที่สนใจซื้อสินค้าของคุณได้
แทนที่คุณจะต้องเสียเวลาและเงินไปกับการดึงดูดผู้เข้าชมใหม่ การเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันนี้จะช่วยให้คุณได้รับมูลค่าจากลูกค้าเดิมมากขึ้น
คู่มือนี้อธิบาย CRO ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สอนวิธีคำนวณอัตราคอนเวอร์ชัน และแนะนำขั้นตอนพื้นฐานในการเริ่มต้นเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน
การเพิ่ม Conversion Rate คืออะไร?
การเพิ่ม Conversion Rate หรืออัตราคอนเวอร์ชัน (CRO) เป็นกลยุทธ์การตลาด ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ที่ดำเนินการตามสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ ซึ่งเรียกว่า "คอนเวอร์ชัน"
คอนเวอร์ชันอาจเป็นการซื้อสินค้า สมัครรับข่าวสาร หรือแค่คลิกลิงก์ เว็บไซต์หรือแคมเปญการตลาดหนึ่งๆ อาจมีเป้าหมายคอนเวอร์ชันได้หลายแบบ เช่น คอนเวอร์ชันของโฆษณาโซเชียลมีเดียอาจเป็นการคลิกเข้าเว็บไซต์ ส่วนคอนเวอร์ชันของหน้าสินค้าอาจเป็นการเพิ่มสินค้าลงตะกร้า เป็นต้น
ในการทำ CRO คุณต้องเริ่มจากการคำนวณอัตราคอนเวอร์ชันปัจจุบันของเว็บไซต์คุณเสียก่อน จากนั้นทดสอบการเปลี่ยนแปลงกับเนื้อหาเดิม โดยใช้การทดสอบแบบหลายตัวแปร การทดสอบแบบแยก และการทดสอบ A/B ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในภายหลัง
แต่ก่อนอื่น มาดูกันว่าคุณจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าคอนเวอร์ชันแบบไหนที่ควรปรับปรุง และคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมาได้ปรับแต่งคอนเทนต์ของคุณสำเร็จแล้ว
วิธีการคำนวณอัตราคอนเวอร์ชันของคุณ
คุณสามารถคำนวณอัตราคอนเวอร์ชันของเว็บไซต์ได้ดังนี้ นำจำนวนคอนเวอร์ชันทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนผู้ใช้ทั้งหมดที่เข้าชมเว็บไซต์ หน้าเว็บ หรือเนื้อหาของคุณในช่วงเวลาที่กำหนด จากนั้นนำผลผลลัพธ์ที่ได้มาคูณด้วย 100 เพื่อให้ได้เป็นเปอร์เซ็นต์
อัตราคอนเวอร์ชัน = (จำนวนคอนเวอร์ชันทั้งหมด / จำนวนผู้เยี่ยมชมทั้งหมด) x 100
สมมุติว่านเดือนที่แล้ว ร้านค้าของคุณได้รับยอดขาย 50 รายการ และมีผู้เยี่ยมชม 1,000 คน อัตราคอนเวอร์ชันการขายของร้านคุณจะเท่ากับ 50 หารด้วย 1,000 (0.05) คูณด้วย 100 ผลลัทธ์คือ 5%
หากต้องการคำนวณอัตราคอนเวอร์ชันอีคอมเมิร์ซที่ถูกต้องและนำไปใช้ได้จริง คุณต้องกำหนดข้อมูลที่คุณจะเก็บรวบรวมให้ชัดเจน ช่น การสั่งซื้อออนไลน์ถือเป็นคอนเวอร์ชันหรือไม่ หรือต้องนับเมื่อส่งสินค้าและเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น? คุณกำลังนับจำนวนครั้งที่เข้าชม (เซสชัน) หรือจำนวนผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำกัน?

อัตราคอนเวอร์ชันเฉลี่ย คืออะไร?
การเพิ่มคอนเวอร์ชันสำหรับร้านค้าออนไลน์ต้องอาศัยการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบอย่างมีประสิทธิภาพ คุณต้องกำหนดมาตรฐานว่าอะไรคือความสำเร็จ
เมื่อคุณเริ่มเข้าใจ CRO มากขึ้นแล้ว คุณจะสามารถกำหนดเกณฑ์มาตรฐานและเป้าหมายของคุณเองได้ โดยอิงจากประสิทธิภาพของคอนเทนต์ที่ผ่านมา แต่สำหรับผู้มือใหม่ การรู้ค่าเฉลี่ยอัตราคอนเวอร์ชันของเว็บไซต์แบบเดียวกันคุณนั้นมีประโยชน์มากๆ
หากคุณดำเนินธุรกิจเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ อัตราคอนเวอร์ชันอีคอมเมิร์ซเฉลี่ยสำหรับคำสั่งซื้อ มักจะอยู่ที่ระหว่าง 2.5% ถึง 3%
ดังนั้น ถ้าคุณคำนวณอัตราคอนเวอร์ชันแล้วได้มากกว่า 3% ก็เรียกได้ว่าคุณร้านออนไลน์ของคุณนั้นมีอันตราคอนเวอร์ชันสูงในระดับแนวหน้าเลยทีเดียว
👀 มีกรณีศึกษา CRO มากมายที่แสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ สามารถเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้มากเลยล่ะ
เริ่มต้นทำ CRO ที่ไหนดี
พบกับ 3 ส่วนสำคัญบนเว็บไซต์ของคุณ ที่คุณสามารถเริ่มนำ CRO ไปใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้และเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
1. หน้าผลิตภัณฑ์
หน้าผลิตภัณฑ์ เป็นหัวใจหลักของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซใดๆ เพราะจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการทำ CRO ลองทดสอบผลลัพธ์ของการปรับปรุงรูปภาพผลิตภัณฑ์ คำอธิบาย และโทนเสียงของแบรนด์ด
การถ่ายภาพผลิตภัณฑ์
เมื่อลูกค้าไม่สามารถสัมผัสสินค้าในร้านของคุณได้โดยตรง สื่อที่คุณใช้ในการนำเสนอสินค้าจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มคอนเวอร์ชัน ถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ ของคุณต้องมีความละเอียดสูง และโชว์คุณสมบัติดังๆ ของสินค้านั้นออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ถ้าเป็นไปได้ ให้เพิ่มมุมมอง 360 องศา วิดีโอสาธิต หรือโมเดลสามมิติ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพชัดๆ

คำอธิบายผลิตภัณฑ์
คำอธิบายก็เหมือนเป็นจุดที่ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าของคุณบนโลกออนไลน์ ไม่ต่างจากสื่อที่คุณสร้างขึ้นมา แม้ว่าการเขียนคำบรรยายยาวๆ เกี่ยวกับสินค้าแต่ละชิ้นในร้านของคุณอาจเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจ แต่คำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงจะสร้างสมดุลระหว่างรายละเอียดและความกระชับ
คำอธิบายที่ขาดข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้าง ขนาด การใช้งาน หรือจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ อาจทำให้ลูกค้าขาดความมั่นใจในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ลงในรถเข็น ในทางกลับกัน ข้อมูลที่มากเกินไปอาจทำให้ผู้ซื้อข้ามการอ่านคำอธิบายทั้งหมดไป
ควรให้คำอธิบายที่ชัดเจนและกระชับ โดยเน้นทั้งคุณสมบัติและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ แบ่งส่วนข้อความที่ยาวด้วยจุดบุลเล็ตและรูปภาพ เพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น
น้ำเสียงของแบรนด์
การเพิ่ม Conversion Rate ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกนำเสนอเท่านั้น แต่วิธีการที่คุณนำเสนอข้อมูลนั้นก็สำคัญเช่นกัน สิ่งนี้เรียกว่า "น้ำเสียงของแบรนด์"
โทนเสียงของแบรนด์ควรสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ โทนเสียงที่สนิทสนมและเข้าถึงได้สามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างธุรกิจอีคอมเมิร์ซและผู้บริโภคได้
หากคุณยังไม่มีน้ำสียงของแบรนด์ ให้นึกถึง "โทนเสียง" ในฐานะความประทับใจโดยรวมที่คอนเทนต์ของคุณสร้างขึ้น
มาดูตัวอย่างการสร้างน้ำเสียงและชื่อเสียงของแบรนด์กัน
- สื่อสารการพิสูจน์ทางสังคม ผ่านคำรับรองจากลูกค้า รีวิวผลิตภัณฑ์ และารรับรองจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้อื่นๆ
- เสนอนโยบายการคืนสินค้า ที่ให้ลูกค้าทดลองใช้และคืนสินค้าได้โดยมีเงื่อนไขน้อย
- สร้างวิดีโอผลิตภัณฑ์ที่สมจริง ซึ่งแสดงให้เห็นผลิตภัณฑ์ของคุณขณะใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง
2. โพสต์บล็อก
โพสต์ในบล็อกของคุณ โดยเฉพาะโพสต์ที่ทำ SEO และมีผู้อ่านเยอะ คืออีกหนึ่งโอกาสในการเพิ่ม Conversion Rate ให้คุณโฟกัสไปที่การกระตุ้นให้ดำเนินการ (CTA) และการสร้างลูกค้าเป้าหมาย
การกระตุ้นให้ดำเนินการ
การกระตุ้นให้ดำเนินการ (CTA) คือการบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบปุ่มหรือลิงก์ไปยังขั้นตอนต่อไปในกระบวนการขายของคุณ
CTA ที่ดีสำหรับโพสต์บล็อกต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของโพสต์ และอาจชวนให้ผู้อ่านลองมาดูสินค้าหรือหมวดหมู่สินค้า แทนที่จะบอกให้ซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆ โดยเฉพาะ
การทดสอบ A/B (ดูด้านล่าง) จะช่วยให้คุณรู้ว่าควรวาง CTA ตรงไหนในโพสต์ และใช้คำแบบไหนถึงจะดึงดูดการคลิกได้ดีที่สุด
การสร้างลูกค้าเป้าหมาย
ในโพสต์ ให้คุณลองถามผู้อ่านว่าสนใจรับคอนเทนต์พิเศษหรือไม่ เช่น PDF แบบดาวน์โหลดได้ เช็กลิสต์ หรือบทความแนะนำ เทคนิคการสร้างลูกค้าเป้าหมายแบบนี้ช่วยให้คุณเปลี่ยนลูกค้าที่มุ่งหวังให้เป็นลูกค้าเป้าหมายได้ โดยการเก็บอีเมลและดึงดูดความสนใจของพวกเขา
3. หน้าแลนดิ้ง
หน้าแลนดิ้งถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นผู้สนใจหรือลูกค้า เนื่องจากหน้าแลนดิ้ง มักเป็นความประทับใจแรกของผู้เข้าชมที่มีต่อเว็บไซต์ของคุณ การปรับปรุงหน้าแลนดิ้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องการสร้างความประทับใจแรกที่น่าจดจำโดยการปรับลำดับข้อมูลบนหน้าแลนดิ้งของคุณผ่านการทดสอบแบบวนรอบ
ลำดับข้อมูล
จัดเรียงคอนเทนต์ในหน้าแลนดิ้งตามความสำคัญต่อผู้อ่าน ข้อมูลสำคัญสุด เช่น ข้อเสนอคุณค่า และ CTA ควรอยู่ด้านบน ข้อมูลสำคัญแต่จำเป็นรองลงมา เช่น รีวิว หรือข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม สามารถวางไว้ด้านล่างได้
การทดสอบแบบวนรอบ
ทดสอบประเภท การออกแบบ และตำแหน่งเนื้อหาบนหน้าแลนดิ้งที่มีคนเข้าชมเยอะที่สุดอยู่เสมอ เมื่อคุณสังเกตพฤติกรรมคนเข้าชม แล้วปรับโครงสร้างหน้าตามนั้นแล้ว คุณก็จะเพิ่มคอนเวอร์ชันได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเนื้อหาหลัก
10 กลยุทธ์ CRO เพื่อเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน
การเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์ของคุณเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าอยู่เสมอ แล้วหาวิธีนำความรู้นั้นมาปรับใช้เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
นี่คือ 10 เคล็ดลับคอนเวอร์ชันที่ควรนำไปใช้ เคล็ดลับแต่ละข้อก็จะเน้นไปที่การปรับปรุงส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ก็จะเป็นกลยุทธ์ CRO ที่ครบถ้วน
1. ใช้ Shopify Checkout

สำหรับร้านค้าออนไลน์ หน้าชำระเงินคือจุดที่เกิดคอนเวอร์ชัน จึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของเว็บไซต์
คุณสามารถนำผู้ซื้อผ่านช่องทางคอนเวอร์ชันของคุณด้วย CTA ที่สะดวก โน้มน้าวพวกเขาด้วยคำอธิบายผลิตภัณฑ์ และลดความยุ่งยากด้วยการออกแบบเว็บไซต์ที่ราบรื่น แต่ถ้าผู้ซื้อที่มีศักยภาพของคุณประสบปัญหาในการทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้น มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะไม่ชำระเงิน
ตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ชำระเงิน
นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกในอีคอมเมิร์ซ เพราะนักช้อปบนมือถือมากถึง 85% จะออกจากเว็บไซต์โดยไม่ซื้อ กุญแจสำคัญคือการทำให้ขั้นตอนการชำระเงินง่ายและราบรื่น เมื่อลูกค้าพร้อมที่จะซื้อ
ระบบชำระเงินที่แปลงยอดขายได้ดีที่สุดบนอินเทอร์เน็ตคือ Shopify Checkout คุณสามารถสร้างระบบชำระเงินแบบคลิกเดียวที่ปรับแต่งให้เข้ากับแบรนด์ของคุณได้
- ปรับแต่งดีไซน์หน้าชำระเงินให้เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ
- รับชำระเงินได้หลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต บัตรของขวัญ และผ่อนชำระ
- เพิ่มฟีเจอร์เพิ่มคอนเวอร์ชัน เช่น บัญชีลูกค้า โปรแกรมสะสมคะแนน และการเสนอสินค้าที่ลูกค้าสนใจ
- กรอกข้อมูลลูกค้าอัตโนมัติ (การชำระเงินได้เร็วขึ้นหมายถึงคอนเวอร์ชันที่สูงขึ้นด้วย)
- เพิ่ม Shop Pay เพื่อให้ลูกค้ากว่า 100 ล้านคนชำระเงินได้เร็วขึ้น
2. ทำให้ CTA ง่ายขึ้น

หนึ่งในวิธีลดความซับซ้อนของ CTA ทำได้โดยการใช้ภาพและข้อความเป็นตัวสื่อสาร ตัวอย่างเช่น Province of Canada ใช้ภาพฮีโร่สองภาพเต็มหน้าจอเพื่อโปรโมทสินค้าหลัก พร้อมกับ CTA ง่ายๆ และข้อความสั้นๆ เพื่อชวนให้ลูกค้าดูสินค้าใหม่และสีสันต่างๆ
ถ้าคุณไม่รู้จะใช้ภาพอะไรเป็นภาพฮีโร่หลัก ทางที่ดีที่สุดคือใช้สินค้าขายดี สินค้าที่ทำกำไร หรือสินค้าที่กำลังมาแรง เช่น สินค้าใหม่ หรือโปรโมชั่น
3. รันการทดสอบ A/B

ตัวอย่างของสิ่งที่คุณสามารถทดสอบ A/B ได้ ได้แก่ ปุ่ม แบนเนอร์ พื้นหลัง และหัวเรื่องอีเมล โดยตัวเลือกต่างๆ อาจประกอบด้วยคอนเทนต์ใหม่ทั้งหมด หรือการปรับแต่งที่ละเอียดอ่อนกว่า เช่น สีฟอนต์ที่แตกต่างกันหรือความคมชัดของหน้าที่เพิ่มขึ้น
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซ Fuel Made ใช้ A/B Testing เพื่อเพิ่ม Conversion Rate ให้แบรนด์ Live Bearded โดยทดสอบดีไซน์ตะกร้าสินค้าแบบสไลด์ออกหลายแบบ พบว่าแบบที่มี "ไอคอนและข้อมูลสร้างความน่าเชื่อถือ" เพิ่มยอดขายได้ 18% แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก็มีผลได้
ก่อนที่คุณจะทำการทดสอบ A/B (หรือการทดสอบ CRO ใดๆ) คุณควรตรวจสอบก่อนว่า เว็บไซต์ของคุณมีผู้เข้าชมมากพอที่จะสร้างผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ถ้าขนาดตัวอย่างของคุณเล็กเกินไป ผลลัพธ์ของคุณอาจไม่สะท้อนถึงวิธีการที่ประชากรกลุ่มใหญ่จะใช้เว็บไซต์ของคุณได้อย่างแม่นยำ
4. เพิ่มป๊อปอัป

ป๊อปอัปคือกล่องหรือฟองคำพูดที่ปรากฏขึ้นด้านหน้าหน้าเว็บหลังจากโหลดเสร็จ โดยทั่วไปจะใช้เพื่อเน้นข้อมูลที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการทราบทันที เช่น รหัสคูปองที่มีอยู่หรือโอกาสในการแจกของรางวัล ป๊อปอัปอาจยืนยันการกระทำที่ผู้เข้าชมได้ทำ เช่น เมื่อพวกเขาทำการซื้อหรือสมัครรับจดหมายข่าว
ป๊อปอัปเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันของเว็บไซต์โดยดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมเฉพาะได้ เช่น เมื่อผู้ใช้แสดงเจตนาที่จะออกจากหน้าเว็บโดยการเลื่อนเคอร์เซอร์ไปที่ด้านบนของหน้าจอ หรือโดยการสร้างความรู้สึกเร่งด่วน
งานวิจัยบางชิ้นยังให้เห็นว่าป๊อปอัปที่ออกแบบมาอย่างดีและวางไว้ในจุดที่เหมาะสมในเส้นทางของผู้ใช้มีอัตราคอนเวอร์ชันเฉลี่ยมากกว่า 9%
นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการรวบรวมผู้สนใจโดยการเสนอเนื้อหาหรือส่วนลดเพื่อแลกกับข้อมูลติดต่อของลูกค้า ตัวอย่างเช่น หลังจากเข้าสู่หน้าแรกของ Our Place ไม่กี่วินาที ผู้เข้าชมจะได้รับป๊อปอัปที่โปรโมตการแจกของรางวัลฟรี
ลองใช้แอปอย่าง Privy หรือ Powr เพื่อเพิ่มป๊อปอัปบนหน้าแรกที่เสนอรหัสส่วนลดเพื่อแลกกับที่อยู่อีเมลของผู้เข้าชม
5. ใช้แถบต้อนรับ

แถบต้อนรับ หรือที่เรียกว่า Hello Bar ทำงานคล้ายป๊อปอัป แต่ต่างกันตรงที่ป๊อปอัปปิดได้ โดยอาจให้หรือไม่จำเป็นต้องให้ผู้เข้าชมดำเนินการอะไร ส่วนแถบสวัสดีจะอยู่คงที่บนหน้าเว็บ และผู้เข้าชมไม่สามารถปิดได้
เว็บไซต์จำนวนมากใช้แถบต้อนรับเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมและให้ข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น คุณสามารถใช้แถบต้อนรับเพื่อแจ้งให้ผู้คนทราบเกี่ยวกับการขายในปัจจุบันหรือในอนาคต แชร์รหัสส่วนลด หรือบอกพวกเขาเกี่ยวกับข้อเสนอพิเศษ เนื่องจากแถบต้อนรับจะปรากฏที่ด้านบนของหน้าเมื่อใดก็ตามที่มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ จึงเป็นวิธีที่รวดเร็วในการสื่อสารข้อมูลและสามารถปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันของคุณได้
ตัวอย่างเช่น ลองดูหน้าแรกของ Our Place อีกครั้ง มีแถบต้อนรับที่บอกผู้เยี่ยมชมเกี่ยวกับส่วนลดและการจัดส่งฟรี
คุณสามารถสร้างแถบต้อนรับที่ไม่รบกวนด้วยแอปอย่าง Zotabox เป็นต้น
6. แชร์การพิสูจน์ทางสังคม

หลักฐานทางสังคม คือการทำให้คนรู้สึกอยากทำตามคนอื่น เป็นเครื่องมือเพิ่มยอดขายที่ทรงพลัง โดยแสดงให้เห็นว่ามีคนทำสิ่งนั้นไปแล้ว
ถ้าสินค้าของคุณเคยถูกใช้โดยอินฟลูเอ็นเซอร์ หรือถูกพูดถึงในสื่อดังๆ ให้แสดงหลักฐานบนเว็บไซต์ รีวิวดีๆ จากลูกค้าเก่าก็เป็นหลักฐานทางสังคมที่สำคัญพอๆ กับคำแนะนำจากเพื่อนจริงๆ รีวิวสินค้าสามารถเพิ่มยอดขายได้ 3% ถึง 37% ขึ้นอยู่กับจำนวนรีวิว
เจ้าของร้านค้า Shopify สามารถใช้แอปอย่าง Yotpo เพื่อฝังรีวิวลูกค้าลงในหน้าผลิตภัณฑ์ได้ แอปหลักฐานทางสังคมอื่นๆ เช่น Fomo สร้างการแจ้งเตือนที่มุมหน้าจอของผู้เยี่ยมชม โดยแสดงการซื้อแบบเรียลไทม์ แนวคิดในที่นี้คือการกระตุ้นความรู้สึกเร่งด่วนในขณะเดียวกันก็ให้หลักฐานทางสังคมว่าคนอื่นๆ ก็สนใจผลิตภัณฑ์เช่นกัน
หลักฐานทางสังคมมีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจความงามและสกินแคร์ เช่น Beardbrand แสดงคะแนนดาวจากลูกค้าบนหน้าสินค้าทุกหน้า
7. ปรับปรุงช่องค้นหาให้ฉลาดขึ้น

คนที่เข้ามาดูเว็บคุณโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย หรือเสิร์ชเอนจิน อาจจะยังไม่ได้คิดว่าจะมาดูสินค้าอะไรเป็นพิเศษ สำหรับคนกลุ่มนี้ และคนอื่นๆ ที่เข้าเว็บ แถบนำทางของคุณนี่แหละเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนผู้ที่เข้ามาดูเฉยๆ ให้กลายเป็นโอกาสในการขายได้เลย
ถ้าร้านค้าของคุณมีสินค้าเยอะมาก ลองพิจารณาเอาช่องค้นหามาวางเด่นๆ บนหน้าแรกดู ช่องค้นหานี้จะช่วยให้ลูกค้าตรงไปที่สินค้าที่อยากช้อปได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลามานั่งไล่ดูตามหมวดหมู่
แอปอย่าง Searchanise ช่วยเพิ่มฟังก์ชันแสดงผลลัพธ์แบบคาดการณ์ เพื่อให้ลูกค้าหาของที่ต้องการได้เร็วขึ้น ฟังก์ชันค้นหาอัจฉริยะจะแนะนำผลลัพธ์และสินค้าไปพร้อมกับที่ลูกค้าพิมพ์ โดยคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เช่น การสะกดผิด และชื่อสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ด้วย
แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกาย Alo ใช้ช่องค้นหาอัจฉริยะนี้เพื่อช่วยให้ลูกค้าค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่พิมพ์ตัวอักษรไม่กี่ตัว ช่องค้นหาก็เริ่มแนะนำหมวดหมู่ สินค้า และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการขายพ่วง (Upsell) และขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน (Cross-sell) ไปด้วย
8. ใช้แผนที่ความร้อน

แผนที่ความร้อนเป็นกลยุทธ์ CRO ที่ได้รับความนิยมในหมู่แบรนด์อีคอมเมิร์ซ เพราะแผนที่นี้จะเปลี่ยนข้อมูลพฤติกรรมให้กลายเป็นภาพที่เข้าใจง่าย
จุดที่มีการมีส่วนร่วมบนเว็บไซต์ของคุณจะถูกไฮไลท์ด้วยเฉดสีโทนร้อน ส่วนพื้นที่โทนเย็นจะแสดงส่วนที่ไม่มีการใช้งาน หากพื้นที่บนแผนที่ความร้อนเป็นโทนร้อน แสดงว่าพื้นที่นั้นมีศักยภาพในการวางคอนเทนต์ที่จะช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชัน เช่น CTA
แอปอย่าง Lucky Orange ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์รูปแบบการมีส่วนร่วมทั่วทั้งเว็บไซต์ รวมถึงองค์ประกอบแบบไดนามิก เช่น ป๊อปอัป เมนูแบบเลื่อนลง และแบบฟอร์ม แอปพลิเคชันแผนที่ความร้อนหลายตัวมาพร้อมกับเครื่องมือเพิ่มคอนเวอร์ชันด้วย
แอปแผนที่ความร้อนมักจะมีฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ
- เครื่องบันทึกหน้าจอ เพื่อดูว่าผู้เข้าชมนำทางและโต้ตอบกับเว็บไซต์ของคุณอย่างไร
- การดูสด เพื่อดูการเคลื่อนไหวของผู้เข้าชมแบบเรียลไทม์ และเริ่มการสนทนาสดกับผู้เข้าชมได้
- การแบ่งกลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแผนที่ความร้อนตามแหล่งที่มาของการเข้าชม ประเภทอุปกรณ์ เบราว์เซอร์ ฯลฯ
9. ส่งอีเมลแจ้งเตือนตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ชำระเงิน

เนื่องจากตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ได้ชำระเงินเกิดขึ้นเป็นประจำ การหาวิธีเข้าถึงและเปลี่ยนผู้ที่ยังไม่ได้ชำระเงินให้กลับมาซื้อสินค้า จึงเป็นกลยุทธ์ CRO ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล
ตะกร้าสินค้าจำนวนมากที่ยังไม่ได้ชำระเงินจะเชื่อมโยงกับที่อยู่อีเมล ทำให้แคมเปญอีเมลแจ้งเตือนตระกร้าสินค้าที่ไม่ได้ชำระเงิน เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม ในอีเมลของคุณ คุณควรเตือนลูกค้าถึงสินค้าที่พวกเขายังไม่ได้ชำระเงิน และพิจารณาเสนอส่วนลดหรือรหัสส่งฟรีเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาดำเนินการซื้อสินค้าให้เสร็จสมบูรณ์
อย่าลืมเรื่องหัวข้ออีเมลด้วยล่ะ เพราะหัวข้ออีเมลเป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็น และมีผลอย่างมากต่ออัตราการเปิดอีเมล เขียนหัวข้อให้น่าสนใจ โดยที่ยังเกี่ยวข้องกับเนื้อหา และลองพิจารณาทำการทดสอบ A/B ดู
10. ทำให้เว็บไซต์ของคุณรวดเร็วและใช้งานได้ดีบนมือถือ

ด้วยปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ทั่วโลกกว่า 58% มาจากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เว็บไซต์ที่รองรับมือถือจึงไม่ใช่แค่มีไว้ก็ดี แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี
ธีม Shopify ทุกธีมได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการแสดงผลบนทุกอุปกรณ์โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีขั้นตอนเพิ่มเติมที่คุณสามารถทำได้ เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้เข้าชมบนมือถือของคุณให้ดียิ่งขึ้น ลองลดความซับซ้อนของการนำทางเว็บไซต์ ทำให้ปุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นและกดง่ายขึ้น และลดปริมาณข้อความในแต่ละหน้า เพื่อไม่ให้เว็บไซต์ของคุณดูรกบนหน้าจอขนาดเล็ก
หากต้องการตรวจสอบการตอบสนองของเว็บไซต์ของคุณ ให้ใช้ Lighthouse ของ Google ซึ่งเป็นเครื่องมืออัตโนมัติสำหรับปรับปรุงคุณภาพหน้าเว็บ
เช่นเดียวกับเว็บไซต์ที่ไม่ตอบสนอง เว็บไซต์ที่ช้าก็สามารถทำให้ผู้คนออกจากเว็บไซต์ได้ ส่งผลให้อัตราการออกจากหน้าเว็บ (Bounce rate) เพิ่มขึ้น เว็บไซต์ที่เร็วกว่าไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่า แต่ยังสามารถปรับปรุงอันดับในเครื่องมือค้นหาได้ ความเร็วของหน้าเว็บได้รับการกล่าวถึงเป็นประจำว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์
คุณสามารถตรวจสอบเวลาในการโหลดเว็บไซต์ของคุณได้ด้วยเครื่องมืออีกตัวหนึ่งของ Google นั่นก็คือ PageSpeed Insights เครื่องมือฟรีนี้มาพร้อมรายงานโดยละเอียดเกี่ยวกับความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ของคุณ รวมถึงคำอธิบายปัญหาที่ทำให้การโหลดช้าลง
การปรับเวลาในการโหลดเว็บไซต์ให้เหมาะสมอาจเป็นงานที่ซับซ้อน แต่มีสิ่งสำคัญที่คุณควรจำให้ขึ้นใจ สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีสื่อจำนวนมาก ขนาดไฟล์รูปภาพสามารถส่งผลกระทบต่อความเร็วในการโหลดได้มาก
ลองพิจารณาบีบอัดรูปภาพทุกรูปที่คุณอัปโหลดโดยใช้เครื่องมืออย่าง ImageOptim เครื่องมือนี้จะลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกโดยไม่กระทบกับความละเอียดของรูปภาพ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงความเร็วของเว็บไซต์ และอาจช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันให้คุณด้วย
💡 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพ Conversion Rate ได้ที่นี่: วิธีหารอยรั่วคอนเวอร์ชันและทางแก้
เครื่องมือ CRO ชั้นนำ
นี่คือแอป Shopify ชั้นนำบางตัว สำหรับปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันของเว็บไซต์
- Privy: เพิ่มคอนเวอร์ชันผ่านป๊อปอัพ อีเมล และการตลาด SMS
- Smile: เสริมสร้างความภักดีของลูกค้าด้วยการแนะนำและการจัดโปรแกรม VIP
- Blyp: ค้นหาโอกาสคอนเวอร์ชันที่ซ่อนอยู่ ผ่านระบบติดตามที่ขับเคลื่อนด้วย AI
- Firepush: ทำการตลาดซ้ำ เพื่อกู้คืนตะกร้าสินค้าและทำแคมเปญหลายช่องทาง
- Yotpo Product Reviews: รวบรวมและแสดงการพิสูจน์ทางสังคม เช่น คะแนนและรีวิว
- Hotjar: ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ผ่านแผนที่ความร้อน การบันทึกเซสชัน แบบสำรวจ และวิดเจ็ตแสดงความคิดเห็น
หากคุณไม่ต้องการจัดการ CRO ด้วยตนเอง คุณสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญ Shopify ให้ดำเนินการแทนคุณได้ ผู้เชี่ยวชาญและเอเจนซีด้านอัตราคอนเวอร์ชันพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือคุณ
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับ CRO
1. ใช้การทดสอบ A/B เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณ
การทดสอบ A/B หรือที่เรียกว่าการทดสอบแบบแยกส่วน เป็นรูปแบบหนึ่งของการทดลองอัตราคอนเวอร์ชัน โดยเกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบเนื้อหาเดียวกันสองเวอร์ชันเพื่อดูว่าเวอร์ชันใดให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
เป้าหมายของการทดสอบ A/B คือการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาหน้าเว็บ ซึ่งอาจเป็นลำดับชั้นข้อมูลหรือ CTA ตัวแปรทั้งในเวอร์ชันเก่าและใหม่จะแสดงให้ผู้เข้าชมกลุ่มที่คล้ายกันเห็นในเวลาเดียวกัน เวอร์ชันที่มีอัตราคอนเวอร์ชันเฉลี่ยสูงกว่าจะเป็นผู้ชนะ และนำไปแสดงให้กับผู้ชมของเว็บไซต์ดู
โปรดจำไว้ว่าการทดสอบ A/B สามารถนำไปใช้กับคอนเวอร์ชันได้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่การขายเท่านั้น ตราบใดที่คุณมีสมมติฐานเกี่ยวกับวิธีการปรับปรุงเนื้อหาของคุณ มีตัวแปรอย่างน้อยหนึ่งตัวแปรให้ทดสอบ และมีกลุ่มผู้ชมของคุณที่จะทดสอบตัวแปรนั้น เท่านี้คุณก็สามารถทำการทดสอบแบบแยกส่วนได้เกือบทุกอย่างแล้ว
2. มุ่งเน้นไปที่การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX)
หากผู้เข้าชมไม่สามารถหาสินค้าที่ต้องการ หรือเรียกดูแคตตาล็อกของคุณได้อย่างสะดวกสบาย พวกเขาจะออกจากเว็บไซต์ของคุณ การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ใช้งานง่าย ทั้งบนมือถือและเดสก์ท็อป จะช่วยให้ผู้เข้าชมอยู่ในเว็บไซต์ของคุณนานขึ้นและปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันให้ดีขึ้นได้
เว็บไซต์ต่างๆ ของ Shopify สร้างขึ้นโดยคำนึงถึง CRO เป็นหลัก ธีม Shopify ทุกธีมมีฟีเจอร์ในตัวเพื่อสนับสนุน UX ที่ดีขึ้น เช่น การนำทางเว็บไซต์ที่ง่าย การออกแบบที่ตอบสนอง และ CTA ที่ปรับแต่งได้ ระบบชำระเงินของ Shopify ก็ใช้งานง่ายสุดๆ ช่วยให้ลูกค้าตั้งค่าการจัดส่งและชำระเงินได้สะดวก
3. ใช้ CTA ที่ชัดเจนและดึงดูดใจ
เพียง 50 มิลลิวินาที แรก ผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็ตัดสินใจได้แล้วว่าประทับใจกับเว็บไซต์ไหม ดังนั้นความเรียบง่ายและความตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เนื่องจากคุณไม่สามารถหวังพึ่งเวลาหรือความอดทนของผู้เข้าชมได้ คุณจึงต้องเขียน CTA ให้ง่ายที่สุด และวางไว้ในตำแหน่งที่มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงสุดของหน้า และสำหรับการออกแบบหน้าแรก นั่นหมายถึงการวาง CTA ไว้เหนือส่วนที่ต้องเลื่อนลงนั่นเอง
4. ใช้การวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์พฤติกรรม หมายถึง การติดตามและวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้กับเว็บไซต์ของคุณ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้พวกเขาคลิก ออกจากหน้า หรือซื้อ
ข้อมูลด้านพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้นว่าจะ
- ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ของคุณออนไลน์อย่างไร
- ขายสินค้าพ่วงให้กับกลุ่มเป้าหมายของคุณอย่างไร
- สร้างชุดผลิตภัณฑ์และโปรโมชันอย่างไร
- เพิ่มยอดรวมการสั่งซื้อเฉลี่ยของคุณอย่างไร
การใช้ Shopify Analytics จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าผู้คนทำอะไรบนเว็บไซต์ของคุณ โดยดูจากรายงานพฤติกรรม คุณควรใช้ข้อมูลในรายงานเหล่านี้เพื่อทำเข้าใจวิธีการจัดเรียงร้านของคุณเพื่อให้ผู้คนซื้อได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากคุณมีแถบค้นหา คุณสามารถดูว่าผู้คนค้นหาอะไรในรายงานการค้นหาสูงสุดของร้านค้าออนไลน์ของคุณ จากนั้นคุณสามารถปรับชื่อผลิตภัณฑ์และคำอธิบาย เพื่อให้ลูกค้าค้นหาสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาได้เร็วขึ้น
5. ปรับปรุงความเร็วในการโหลดหน้า
ผู้บริโภคเกือบ 70% ระบุว่าเว็บไซต์ที่โหลดช้ามีผลต่อความตั้งใจที่จะซื้อสินค้าจากผู้ค้าปลีกออนไลน์ ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ทั้งสวยงามและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ผลการสำเรวจเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ Portent ซึ่งพบว่า เว็บไซต์ที่โหลดภายใน 1 วินาที มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงกว่าเว็บไซต์ที่โหลดภายใน 5 วินาทีถึง 2.5 เท่า

อัตราคอนเวอร์ชันสำหรับเว็บไซต์ที่โหลดใน 1 วินาทีคือ 3.05% เมื่อเทียบกับ 1.68% สำหรับเว็บไซต์ที่โหลดใน 2 นาที
การปรับความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของคุณให้เหมาะสมนั้น เริ่มต้นจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคุณ ตัวอย่างเช่น Shopify มีความเร็วของเซิร์ฟเวอร์ที่เร็วที่สุดในอีคอมเมิร์ซ โดยเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยเฉลี่ยถึง 2.8 เท่า ดังนั้นเมื่อใช้ Shopify ลูกค้าของคุณจะได้รับเวลาในการโหลดที่รวดเร็ว และได้รับประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีกว่า ซึ่งนำไปสู่ยอดขายที่มากขึ้น
ตัวอย่าง CRO
Kotn
ด้วย Shop Pay ผู้ซื้อบนมือถือสามารถชำระเงินได้เร็วกว่าที่เคย Shopify รายงานว่าร้านค้า เช่น Kotn ที่ใช้การชำระเงินด้วย Shop Pay มีอัตราการชำระเงินผ่านมือถือจนถึงการสั่งซื้อสูงกว่าร้านค้าที่ใช้การชำระเงินแบบปกติถึง 1.91 เท่า
เมื่อเปรียบเทียบกับการเช็คเอาท์ทั่วไป
“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราตอนนี้ค้นพบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บนมือถือของพวกเขาขณะเดินทาง และถ้าลูกค้าต้องมากรอกแบบฟอร์ม เราก็เสียลูกค้าเหล่านั้นไปแล้ว" กล่าวโดย Benjamin Sehl ผู้ร่วมก่อตั้ง Kotn “การนำ Shop Pay มาใช้ในขั้นตอนการชำระเงินของเรา ทำให้จุดที่น่าปวดหัวที่สุดในประสบการณ์ลูกค้ากลายเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจ และเนื่องจากมันเชื่อมโยงกับระบบนิเวศที่มีผู้ค้านับล้าน แม้แต่ลูกค้าใหม่ก็สามารถชำระเงินได้ในคลิกเดียว”

Kotn ใช้ Shop Pay เพื่อให้ประสบการณ์การการชำระเงินบนมือถือที่รวดเร็ว
Pullup & Dip
Pullup & Dip บริษัทจากแคว้นบาวาเรียที่เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ฟิตเนสคุณภาพสูง เจอปัญหาใหญ่ใน Shopware แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่พวกเขาเคยใช้ ความซับซ้อนในการใช้งาน การโฮสต์ที่แยกออกมาต่างหาก และปัญหาในการชำระเงิน เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความพยายามในการทำ CRO ของพวกเขา
การย้ายแบรนด์ไปสู่ Shopify Plus ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ความสามารถในการผสานรวมระบบที่ราบรื่น การออกแบบที่ทันสมัย และการใช้งานที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตราคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้น 348% และยอดขายเพิ่มขึ้น 48% แพลตฟอร์มนี้ยังมาพร้อมความยืดหยุ่นให้สามารถปรับแต่งได้อย่งรวดเร็ว รวมถึงกระบวนการชำระเงินที่ได้รับการปรับปรุงด้วย Shopify Payments และโซลูชันที่ปลอดภัยและรองรับการเติบโตได้
💡อ่านเรื่องราวของ Pullup & Dip ที่เพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน 349% หลังจากย้ายจาก Shopware ไปยัง Shopify Plus
Filtrous
David Yadzi เริ่มต้น Filtrous ในโรงรถของเขา โดยขายตัวกรองเข็มฉีดยาในห้องปฏิบัติการ และขยายกิจการให้กลายเป็นบริษัทระดับโลกมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 10 ปี
แต่พวกเขาก็ติดอยู่ปัญหาหนึ่ง นั่นก็คือ BigCommerce แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซล้าสมัยที่พวกเขาใช้อยู่นั้น ขาดความยืดหยุ่นที่จำเป็นในการสร้างประสบการณ์การซื้อแบบ B2B ที่ราบรื่น ลูกค้าระบุว่า เว็บไซต์ใช้ยาก จึงต้องโทรสั่งซื้อกับฝ่ายบริการลูกค้าอยู่บ่อยๆ
การเปลี่ยนไปใช้ Shopify แก้ไขปัญหาเหล่านี้ B2B บน Shopify ทำให้ Filtrous สามารถสร้างแพลตฟอร์มแบบบริการตนเองสำหรับลูกค้าขายส่ง ด้วยการชำระเงินที่เร็วขึ้น การจัดการคำสั่งซื้อที่คล่องตัว และการดำเนินงานหลังบ้านอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาของทีมบริการลูกค้าได้ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ยังเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันแบบออร์แกนิกได้ถึง 27% อีกด้วย
💡อ่านเรื่องราวของ Filtrous ที่สามารถเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันขึ้น 27% สัปดาห์หลังจากย้ายไปยัง B2B บน Shopify
CRO และ SEO
CRO และ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ในเครื่องมือค้นหา ทำงานควบคู่กัน เครื่องมือค้นหาอย่าง Google ให้ความสำคัญกับความเร็วของเว็บไซต์และประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งหมายความว่าการปฏิบัติ CRO ที่ไม่ดีอาจส่งผลกระทบต่ออันดับในเครื่องมือค้นหาของคุณ
ในทางปฏิบัติ เมื่อเครื่องมือค้นหาส่งผู้เข้าชมมายังเว็บไซต์ของคุณ ผู้ชมจะคาดหวังว่าเว็บไซต์ของคุณจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา ดังนั้น หากพวกเขากำลังซื้อสินค้า เว็บไซต์ของคุณจะต้องใช้ง่ายและมีขั้นตอนการชำระเงินที่ราบรื่น
เมื่อคุณสร้างกลยุทธ์ CRO ของคุณ ให้พิจารณาสิ่งต่อไปนี้เกี่ยวกับ SEO
ผสานพลัง SEO เข้ากับกลยุทธ์คอนเวอร์ชัน
หน้าเว็บที่คุณสร้างจะต้องใช้การวิจัยคำหลัก เพื่อรู้ว่าลูกค้าใช้คำอะไรค้นหา
เมื่อได้คำหลักแล้ว ก็ให้คุณใส่คำนั้นลงไปใน
- URL
- ชื่อหน้าเพจ
- คำอธิบายเมตา
- หัวเรื่องย่อย
- ข้อความ Alt ของภาพ
คำหลักต้องดี ประสบการณ์ลูกค้าก็ต้องเยี่ยม
การเพิ่มประสิทธิภาพให้คำหลักเป็นส่วนสำคัญของ SEO เพราะสิ่งนี้จะบอก Google ว่า เว็บเพจของคุณเกี่ยวกับอะไร เพื่อให้สามารถจัดอันดับคุณได้อย่างเหมาะสมในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา (SERPs)
ที่สำคัญก็คือ คุณต้องอย่าใช้คำหลักมากเกินไป หรือที่เรียกกันว่า “การยัดคำหลัก”
ตัวอย่างแนวทางในการหลีกเลี่ยงการยัดคำหลัก
- ทำให้คำหลักเข้ากับข้อความอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ฟังดูฝืน
- ให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับหัวข้อของคุณ
- ใช้คำพ้องความหมายสำหรับคำที่เกี่ยวข้อง
- เขียนเพื่อให้มนุษย์อ่าน ไม่ใช่ให้เครื่องมือค้นหาอ่าน
เน้นสร้างคอนเทนต์คุณภาพ
คอนเทนต์ที่ดีมีความสำคัญในทุกที่บนเว็บ เพราะมันส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือค้นหาว่า คุณมีความน่าเชื่อถือ และแสดงให้ผู้เข้าชมเห็นว่า คุณใส่ใจกับเวลาและประสบการณ์การท่องเว็บของพวกเขา
คอนเทนต์หมายถึงทุกอย่างบนเว็บไซต์คุณ ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บล็อก หน้าแลนดิ้ง วิดีโอบนหน้าแรก หรือการฝังโซเชียลมีเดียบนหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณต้องดูให้แน่ใจว่า คุณกำลังเผยแพร่คอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลและมีการค้นคว้ามาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม เพราะ เมื่อผู้เข้าชมอยู่ในหน้าของคุณ พวกเขาจะรู้สึกมีส่วนร่วมและได้รับการให้ความสำคัญ และจะเชื่อถือคุณในฐานะแบรนด์มากขึ้น
เริ่มเพิ่ม Conversion Rate ให้สำเร็จตั้งแต่วันนี้
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ เป้าหมายหลักคือการเพิ่มจำนวนการคลิก CTA นั่และนคือเหตุผลที่การเพิ่ม Conversion Rate ต้องอยู่ในทุกแผนการตลาดอีคอมเมิร์ซ
การทดลองและกลยุทธ์ CRO ข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะจะช่วยให้คนเข้าเว็บของคุณทำตามที่คุณต้องการได้มากขึ้น หลังจากนั้นคุณต้องทดสอบ เรียนรู้ และปรับปรุงไปเรื่อยๆ เพื่อให้คอนเทนต์ของคุณโน้มน้าวใจคนได้ดีขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่ม Conversion Rate (CRO)
กลยุทธ์ CRO มีอะไรบ้าง
- ปรับปรุงความเร็วของเว็บไซต์: เว็บไซต์ที่ช้าจะนำไปสู่อัตราการออกจากหน้าเว็บสูง การเพิ่มความเร็วเว็บไซต์จะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้และเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
- ทำขั้นตอนการชำระเงินให้ง่าย: ลดจำนวนขั้นตอนและขอเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจะช่วยเพิ่มคอนเวอร์ได้
- ใช้ภาพผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง: ภาพผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพสินค้าและตัดสินใจซื้อได้อย่างมั่นใจ
- ให้คำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ละเอียด: คำอธิบายผลิตภัณฑ์ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าและคุณสมบัติ นำไปสู่การตัดสินใจซื้อที่มั่นใจมากขึ้น
- เสนอการจัดส่งฟรี: การจัดส่งฟรีช่วยลดจำนวนตระกร้าสินค้าที่ไม่ชำระเงินและเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
- ใช้รีวิวและคะแนนจากลูกค้า: รีวิวและคะแนนช่วยสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือกับลูกค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
- ใช้โปรโมชันแบบมุ่งเป้า: โปรโมชันที่มุ่งเป้าช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อและเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
- ใช้โฆษณารีมาร์เก็ตติ้ง: โฆษณารีทาร์เก็ตติ้งช่วยดึงลูกค้ายังไม่ได้ชำระเงินในตระกร้าสินค้าหรือออกจากเว็บไซต์ไปแล้วให้กลับมาได้
- เสนอทางเลือกการเช็คเอาท์แบบผู้เยี่ยมชม: การเสนอทางเลือกการชำระเงินแบบผู้เยี่ยมชม สามารถช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการชำระเงินและเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
- ปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับมือถือ: เนื่องจากมีลูกค้าให้มือถือช้อปออนไลน์มากขึ้น การปรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซให้เหมาะกับมือถือจะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้และช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชัน
การเพิ่ม Conversion Rate ทำยากไหม
การเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันอาจเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน เพราะต้องมีการทดลอง วิเคราะห์ และปรับเปลี่ยนมากมาย เพื่อทำเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันให้น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า
จะปรับปรุงการเพิ่ม Conversion Rate ได้อย่างไร
การปรับปรุงองค์ประกอบของเว็บไซต์และประสบการณ์ผู้ใช้สามารถช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันของคุณได้ เช่น พัฒนา CTA ให้ดีขึ้น เพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ และเขียนคอนเทนต์ที่โน้มน้าวใจ นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้กลยุทธ์การทดสอบ A/B เพื่อดูว่าอะไรได้ผลและอะไรไม่ได้ผลบ้าง
กลยุทธ์ CRO คืออะไร
กลยุทธ์ CRO คือการดำเนินการเพื่อเพิ่มคอนเวอร์ชันของผู้เข้าชมบนเว็บไซต์หรือแอป เป้าหมายคือการเพิ่มโอกาสที่ผู้เข้าชมจะดำเนินการตามที่คุณต้องการบนหน้าเว็บของคุณ
จะทดลองเพิ่ม Conversion Rate ได้อย่างไร
นี่คือ 5 ขั้นตอนที่คุณใช้เพื่อทดลอง CRO ทุกครั้งที่คุณทำได้
- วิจัย: ตรวจสอบ CRO และระบุจุดที่ต้องปรับปรุงในขั้นตอนนี้ เรียนรู้ว่าผู้เข้าชมกำลังทำอะไรในร้านค้าของคุณ และเข้าใจว่าคุณสมบัติหน้าเว็บต่างๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร คุณสามารถรวบรวมข้อมูลผ่าน Google Analytics แบบสำรวจลูกค้า การทดสอบการใช้งาน และการสัมภาษณ์ผู้ใช้ได้
- ตั้งสมมติฐาน: จากข้อมูลที่รวบรวมมา ให้ตัดสินใจว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรบนหน้าเว็บ เช่น สมมติฐานอาจเป็น “เราคิดว่าการเพิ่มแถบค้นหาทั่วทั้งเว็บไซต์จะเพิ่มคอนเวอร์ชันเป็นสองเท่า เพราะช่วยให้ผู้คนค้นหาสินค้าที่ต้องการได้”
- จัดลำดับความสำคัญ: ตัดสินใจว่าสมมติฐานใดที่คุณจะทดสอบก่อน กำหนดว่าหน้าใดจะมีผลกระทบต่อการเติบโตมากที่สุด และเริ่มที่การจัดการกับหน้าเหล่านั้น มองหาหน้าที่ทำงานได้ไม่ดี หรือที่สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าเพื่อให้สามารถเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ทดสอบ: ลองใช้สมมติฐานที่แตกต่างกันบนหน้าต่างๆ เพื่อดูว่าสมมติฐานใดให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ดำเนินการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ควบคุมได้ เช่น การทดสอบ A/B หรือการทดสอบแบบแยกส่วน
- เรียนรู้: หลังทดสอบแล้ว ให้วิเคราะห์ผลลัพธ์และตัดสินใจว่าควรทำการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรหรือไม่ หากไม่คิดว่าควรเปลี่ยนแปลง ก็ให้คุณพิจารณาต่อว่าทำไมสิ่งนั้นถึงไม่ได้ผล และใช้ข้อมูลนั้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการทดลองในอนาคต
SEO กับ CRO ต่างกันอย่างไร?
การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ในเครื่องมือค้นหา (SEO) มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการมองเห็น และการจัดอันดับเว็บไซต์บนเครื่องมือค้นหา เพื่อดึงดูดการเข้าชมแบบออร์แกนิก ส่วนการเพิ่ม Conversion Rate (CRO) มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้และองค์ประกอบเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน